Tesla Model 3 ความเสี่ยงสู่ปรากฏการณ์ ‘ขายดีจนเจ๊ง’ ของ อีลอน มัสก์

Tesla Motor บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามองที่สุดแห่งยุค กำลังเผชิญปัญหาเรื้อรังที่หนักหนาที่สุด และดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไปปัญหานอกจากจะไม่คลี่คลายแล้ว ยังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณมาวิเคราะห์เจาะลึกว่า เหตุใดปัญหานี้จึงสาหัสที่สุดและอาจมีผลถึงขั้นทำให้ล่มทั้งบริษัทได้เลยทีเดียว แม้ว่า Model 3 จะทำยอดจองได้มากกว่า 5แสนคันก็ตาม

จุดเริ่มต้นที่ใคร ๆ ก็สนใจ

Tesla เปิดตัวรถยนต์ออกมาหลากหลายรุ่น และเป็นที่สนใจสำหรับหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่อย่างมาก เพราะเป็นรถยนตืที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม และได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงที่สวยงาม แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง เช่น Model S ราคา 68,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.1 ล้านบาท) และ Model X ราคา 93,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.9 ล้านบาท) (ยังไม่รวมภาษีนำเข้าสำหรับประเทศไทย) ทำให้หลายคนยังมองว่า Tesla ยังไม่ใช่รถตลาด และไม่ใช่รถที่ใคร ๆ ก็สามารถครอบครองได้ แต่หลาย ๆ คนก็ยังอยากจะครอบครอง

ในปี 2015 ยอดขายของ Tesla อยู่ที่ 22,100 คัน ในปี 2017 ในไตรมาสแรก Tesla สามารถส่งมอบรถได้มากถึง 25,000 คัน ในจำนวนนี้แบ่งเป็น Model S 13,450 คัน และ Model X 11,550 คัน

ถ้าเรามองจากจุดนี้ เท่ากับว่ากำลังการผลิตของ Tesla ไม่น่าจะเป็นปัญหาเลย หากจะต้องผลิตรถยนต์ในปริมาณมาก

เริ่มผลิตเอาใจตลาดแมส

Tesla Model 3 คือรถยนต์ไฟฟ้าที่ Elon Musk ตั้งใจจะทำมาเจาะตลาดแมส โดยราคาของ Model 3 นั้นกูกว่า Model S ถึงครึ่งหนึ่ง คือ 35,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1 ล้านบาทเท่านั้น) เมื่อ Elon Musk เปิดตัว Model 3 พร้อมกับเคาะราคานี้ออกมา ก็ได้รับการตอบรับจากทั่วโลก ด้วยอดการสั่งจองถล่มทะลาย ถึง 4แสนคัน และจนถึงวันนี้ยอดจองทะลุไปเกิน 5 แสนคันแล้ว

หายนะบังเกิด

แม้ Tesla จะมีกำลังการผลิตที่สามารถผลิตรถยนต์ได้ประมาณเดือนละ 20,000 คันก็ตาม ถ้าดูจากจำนวนยอดจอง 5 แสนคันแล้ว ก็ราว ๆ 2 ปี น่าจะส่งมอบได้ทั้งหมด อันนี้คือเต็มกำลังการผลิต (โดยที่อาจจะไม่ได้ผลิตรุ่นอื่นเลย) แต่เรื่องราวกลับกลายเป็นว่า การเปิดให้จองซื้อ รถยนต์ Model 3 นั้น รับจองไม่อั้น ยอดจองจึงล้นทะลัก และแม้จนถึงวันนี้ก็ยังจองได้อยู่ (แต่บอกไม่ได้ว่าจะได้รับรถเมื่อไหร่)

หากดูเฉพาะกำลังการผลิต จากรถยนต์ที่เคยส่งมอบมา Elon Musk เคยประกาศว่า ในปี 2017 จะส่งมอบ Model 3 อย่างน้อย 20,000 คัน แต่ในที่สุดแล้ว กลับส่งมอบได้เพียง 1,550 คันเท่านั้น และถ้ายังผลิตไปด้วยความเร็วเท่านี้ คันที่ 5แสนจะต้องรอส่งมอบนานถึง 322 ปี! อะไรเป็นสาเหตุของความล่าช้าเช่นนี้

สาเหตุของความล่าช้า

ด้วยราคาที่ถูกกว่า Model S ถึงครึ่งหนึ่ง และขนาดที่เล็กลง ต้นทุนทุกอย่างถูกปรับปรุงใหม่ อุปกรณ์ทุกชิ้นส่วนต้องผลิตใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวใจหลักของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคือแบตเตอรี่ ก็ต้องออกแบบใหม่ทั้งหมด ใช้คนละขนาดกับ Model S และ Model X

ลำพังเพียงการเอาเหล็กมาขึ้นรูปเป็นตัวถัง และประกอบอะไหล่(ที่มีจำนวนน้อยชิ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า) ใช้เวลาเพียงไม่นาน จะว่าไปใช้เวลาน้อยกว่าการประกอบรถยนต์ที่ใช้น้ำมันหลายเท่าเลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ทำให้งานเดินไปได้ช้า ก็เนื่องมาจากปัญหาของ แบตเตอรี่นี่เอง โดยแบตเตอรี่ของ Tesla นั้นผลิตที่โรงงาน Gigafactory ซึ่งพนักงานได้ออกมาให้ข่าวว่า ตอนนี้มีปัญหาที่คนงานไม่มีประสบการณ์มาปรกอบแบตเตอรี่ ทำให้เกิดความเสียหาย และต้องส่งแบตเตอรี่ที่ไม่ได้มาตรฐานกลับไปแก้ไขหรือทำลาย นั่นก็จะยิ่งทำให้ระยะเวลาการส่งมอบยิ่งล่าช้าออกไปอีก

ทำไมพนักงานไม่มีประสบการณ์?

Elon Musk สั่งปลดพนักงานรวมทั้งวิศวกรรวมประมาณ 400-700 คน เซ่นความล่าช้าในการผลิต Model 3 และต่อไปนี้คือสาเหตุว่าทำไมพนักงานจึงไม่มีประสบการณ์

ยืมตัวพนักงานจาก Panasonic

เมื่อไล่พนักงานออกไปจำนวนมาก จึงต้องหาแรงงานมาทดแทน แต่พนักงานจาพ Panasonic ประกอบแต่ทีวีและตู้เย็น ไม่เคยประกอบแบตเตอรี่ที่มีความละเอียดอ่อน จึงทำให้งานยิ่งล่าช้าออกไปอีก

แต่ Elon Musk ก็เตรียมแผนแก้ไขไว้แล้ว โดยระหว่างนี้จะก่อสร้างโรงงานที่จะใช้เครื่องจักรในการประกอบแบตเตอรี่ เมื่อทั้งหมดเสร็จสิ้นก็จะส่งพนักงานคืนให้ Panasonic ต่อไป (แต่ตอนนี้ต้องใช้ไปก่อน)

ประวัติส่งมอบล่าช้า ไม่ใช่เฉพาะ Model 3

หากเราตามข่าวของ Tesla จะทราบว่า ทุก Model ทุกรุ่นของ Tesla ส่งมอบล่าช้าเป็นประจำ ตั้งแต่ Model X ที่เคยบอกว่าจะส่งมอบในปี 2014 แต่กว่าจะส่งมอบได้ ก็ปี 2016 (ช้าไป2ปี) ส่วน Model 3 กำหนดส่งมอบ ปลายปี 2017 ตอนนี้ก็เลื่อนไปเป็นปลายปี 2018-2019 แล้ว ความล่าช้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2ปี นั่นคือช่วงเวลาที่ Tesla ใช้ในการเตรียมเครื่องจักรสำหรับผลิตแบตเตอรี่ ในรถยนต์รุ่นนั้น ๆ

หลายคนจึงคาดการณ์ว่า เมื่อปัญหาอยู่ที่กำลังการผลิตแบตเตอรี่ ไม่ใช่ปัญหากำลังการประกอบรถยนต์ ดังนั้นช่วงนี้อาจจะต้องอดทนรอให้ ระบบเครื่องจักรของ Tesla สร้างเสร็จ หลังจากที่ประกอบแบตเตอรี่ด้วยเครื่องจักรแล้ว การส่งมอบ Model 3 น่าจะรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

แต่นักลงทุนไม่ได้มองเช่นนั้น

ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2018 เป็นต้นมา หุ้น Tesla ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 4 มกราคม ปิดตัวลดลงถึง 5.44% และยิ่งพนักงานของ Tesla ออกมาให้ข่าวถึงความล่าช้า หุ้นก็ยิ่งตกต่อเนื่อง พร้อมกับแรงกดดันจากนักลงทุน และผู้ถือหุ้นในบริษัท ว่าหากในปีนี้ Elon Musk ไม่สามารถแก้ปัญหาความล่าช้าในการผลิต Model 3 ได้ และบริษัทยังขาดทุนอยู่นี้ เขาจะไม่ได้รับโบนัสปลายปีอย่างแน่นอน

เพราะการออกมาประกาศแต่ละครั้งของ Elon Musk ว่าจะปรับลดเป้าหมายการผลิตและส่งมอบลง , เลื่อนการส่งมอบออกไป และสุดท้ายเมื่อถึงวันนัด ก็เลื่อนออกไปอีก เมื่อเป็นแบบนี้บ่อย ๆ เข้าจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของ Elon Musk เอง ว่าไม่สามารถรักษาคำพูดของตนเองได้ สัญญาไม่เป็นสัญญา

ทุกอย่างจึงสะท้อนออกมาที่ราคาหุ้นของบริษัท

ที่มา http://www.businessinsider.com/tesla-stock-price-sinks-after-employees-say-to-expect-more-model-3-delays-2018-1

หรือนี่คือความเสี่ยงของปรากฏการณ์ ขายดีจนเจ๊ง

Model 3 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ยอดขายดีที่สุดของ Tesla เป็นเรื่องที่น่ายินดี และน่าชื่นชม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยอดจอง 5 แสนคันนั้น ได้รับเงินจองคันละ 1,000 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น Elon Musk ได้เงินสดมาหมุน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ก็ถือว่าเป็นเงินจำนวนน้อยมาก ถ้าเทียบกับขนาดของธุรกิจอย่าง Tesla ซึ่งไม่พอที่จะสร้างโรงงานหรือระบบการผลิตที่ครบวงจรได้เลย

แม้จะมีลูกค้าบางราย ได้รับการส่งมอบ Model 3 ไปแล้ว และส่วนใหญ่ต่างก็ชื่นชอบ แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้รับรถ และเริ่มรู้สึกว่าล่าช้าเกินไปแล้ว ก็อาจจะเลี่ยงไม่พ้นที่จะนำไปสู่การฟ้องร้องขอเงินมัดจำคืน ทั้งนี้ถ้าหากต้องคืนเงินมัดจำทั้งหมด จะทำให้สถานภาพทางการเงินของ Tesla ต้องสั่นคลอนแน่นอน

บทเรียนสำคัญในครั้งนี้คือ การเปิดรับจองไม่อั้น ในรถรุ่นที่ไม่สามารถคาดการณ์กำลังการผลิตที่แน่นอนได้ และการลดราคาเพื่อลงมาเล่นตลาดแมส อาจจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้อง

Source:

https://www.cnbc.com/2018/01/25/tesla-employees-say-gigafactory-problems-worse-than-known.html

http://www.businessinsider.com/tesla-stock-price-sinks-after-employees-say-to-expect-more-model-3-delays-2018-1