แจกฟรี

E-book: 9 ไอเดียเงินล้านออนไลน์ เริ่มต้นง่ายด้วยโน้ตบุ๊คเครื่องเดียว คลิกปุ่มด้านล่างเพื่อดาวน์โหลดทันที!

บุญ และ บาป คือ อะไร

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

พุทธศาสนิกชน ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำว่า บุญ และ บาป เป็นปกติอยู่แล้ว แต่สำหรับบางคนอาจมีความลังเลสงสัยอยู่บ้าง หรืออาจไม่เชื่อเรื่องบุญบาป เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่มีอยู่แต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น

หรือบางคนอาจเชื่ออยู่บ้าง แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่จำกัด เช่น การทำบุญ คือ การถวายทานกับพระ ในขณะที่การทำบาป จะเกิดต่อเมื่อเราไปทำร้ายผู้อื่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว บุญ และ บาป มีขอบเขตที่ไกลกว่านั้นมาก

บุญ และ บาป คืออะไรกันแน่?

บุญ มาจากบาลี ปุญฺญ แปลโดยสั้น คือ ‘ความดี’ ส่วน บาป คือ อปุญฺญ คือธรรมที่ตรงกันข้ามกับความดี

บุญ เมื่อนำมาขยายความตามหลักพุทธ คือ ธรรมชาติที่เบาบางจาก ‘กิเลส’ ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ เป็นต้น และเป็นธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นที่จิตใจของมนุษย์ เวลาใดก็ตามที่จิตใจของมนุษย์เบาบางจากกิเลส เวลานั้นจิตใจของเขาจะมีความปลอดโปร่ง โล่งสบาย มีความสุขมาก และมีสติปัญญาที่จะใช้ทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างมาก อาการนี้เรียกอีกอย่างว่า อาการอันเป็นกุศล

ในทางกลับกัน บาป คือ สภาวะที่จิตใจเปียกชุ่มไปด้วยกิเลส เกิดความรู้สึกทุกข์ทรมานจากอาการทางใจต่าง ๆ อาทิ ตระหนี่ หวงแหน โกรธแค้น พยาบาท ร้อนรุ่ม ลุ่มหลง ฯลฯ ที่เป็นความบีบคั้น ทนอยู่ได้ยาก อึดอัด เศร้าหมอง หรือ อาการอันเป็น อกุศล

กล่าวโดยสรุปในเบื้องต้น กิเลส คือ ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ความคิด คำพูด หรือกระทำใด เมื่อทำแล้วจิตเศร้าหมอง มืดหม่นด้วยอาการต่าง ๆ สิ่งนั้น คือ บาป ในทางกลับกัน ความคิด คำพูด หรือกระทำใด เมื่อทำแล้วจิตเบิกบาน สว่างไสว สิ่งนั้น คือ บุญ

บุญ และ บาป เกิดขึ้นทุกลมหายใจ

อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นว่า บางคนเข้าใจว่า บุญ เกิดตอนที่ทำบุญกับพระ และ บาป เกิดตอนที่ทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น แต่อันที่จริงแล้ว บุญ และ บาป เกิดขึ้นตลอดเวลาและแทบจะเกิดขึ้นทุกลมหายใจของคุณ

พระอรหันสัมมาสัมพุทธเจ้า มักสอนให้มนุษย์พึงไม่ประมาทในชีวิต โดยให้สำรวมทั้ง กาย วาจา และใจ นั่นก็เพราะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำลงไปทั้ง การกระทำ คำพูด และความคิดที่ต่อให้ไม่มีใครได้ยิน ล้วนเป็นกรรมทั้งสิ้น เพราะเมื่อมีการตรึกนึกคิด อารมณ์ย่อมเกิด จิตย่อมเข้าไปรับรู้อารมณ์ การปรุงแต่งต่าง ๆ ก็ดำเนินไป นั่นจึงถือว่า กรรมเกิดขึ้นแล้ว

ในทางวิทยาศาสตร์ก็เองยอมรับว่า ‘ความคิด’ และ จินตนาการบางอย่าง มีอิทธิพลต่อร่างกายโดยตรง ความคิดและจินตนาการเหล่านั้น สามารถกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองต่อการหลั่งสารเคมีในร่างกาย และการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้ แม้เราจะเพียงนอนคิดเฉย ๆ ก็ตาม

ดังนั้น ในกรณีที่ความคิดใด ๆ ที่เป็นไปในทาง ‘อกุศล’ ย่อมเท่ากับ บาป เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลนั้น และความคิดใด ๆ ที่เป็นไปในทาง ‘กุศล’ ย่อมเท่ากับ บุญ เกิดขึ้นแล้ว แก่บุคคลนั้น เช่นกัน นั่นจึงเป็นที่มาของ บุญ และ บาป เกิดขึ้นทุกลมหายใจ

มนุษย์ต้องฝึกตนเองให้ตั้งอยู่ในทางมาแห่งบุญ

สิ่งที่มนุษย์ได้กระทำลงไปแล้วไม่ว่าจะทางกาย, วาจา, และใจ เรียกว่า กรรม (การกระทำ) ซึ่งจะรอส่งผลในอนาคตอย่างแน่นอนแล้วเช่นกัน เรียกว่า วิบาก (ผลของการกระทำ)

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท และเพื่อความสวัสดีของชีวิต มนุษย์จึงจำเป็นต้องฝึกตนเองให้ตั้งอยู่ในทางแห่งบุญอยู่เสมอ เพื่อจะได้ไม่ต้องประสบความทุกข์ในภายหลังอันเกิดจากความประมาทเหล่านั้น

สำหรับทางมาแห่งบุญนั้น พระพุทธเจ้า ก็ได้ตรัสสอนแนวทางไว้เป็นอันมาก และได้สรุปโดยย่อแบบเข้าใจง่าย และจำง่าย คือ ทาน ศีล และ ภาวนา

ทาน คือ การให้ หรือการสละออกเพื่อเป็นการอนุเคราะห์ประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นธรรมที่ใช้ต่อสู้กับ กิเลสโลภะ

ศีล คือ การประพฤติตนให้อยู่ในความบริสุทธิ์ โดยมีศีล ๕ เป็นต้น เพื่อเป็นการยกคุณภาพใจให้สูงขึ้น ปลอดโปร่ง และปลอดภัยขึ้น เป็นธรรมที่ใช้ต่อสู่กับ กิเลสโทสะ

ภาวนา คือ การฝึกสติ และเจริญสมาธิ ก่อเกิดจิตตั้งมั่นเพื่อน้อมเข้าสู่วิปัสสนา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดประสบการณ์ของ ภาวนามยปัญญา หรือ ปัญญาหยั่งรู้เห็นสัจธรรมตามจริง เป็นธรรมที่ใช้ต่อสู่กับ กิเลสโมหะ

นี่คือการทำบุญ 3 ข้อใหญ่ ๆ ที่สรุปมาแบบเข้าใจง่าย จำง่าย และสามารถไปไล่ปฏิบัติได้ตามลำดับ

อ่านเพิ่มเติม : บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ คืออะไร



Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email