ประวัติ Robert Kiyosaki แห่งซีรีหนังสือ Rich Dad Poor Dad

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

หากพูดถึงหนังสือสร้างแรงบันดาลใจที่ได้รับความนิยม ช่วยเปลี่ยนมุมมองและแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องเงิน หนึ่งในนั้นคือ Rich Dad Poor Dad หนังสือที่ขายดีและได้รับความนิยมอย่างสูง แม้กระทั่งตัวผู้เขียนเองก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน จึงทำให้ชื่อของ Robert Kiyosaki กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว กว่าจะมาเป็นหนังสือเล่มนี้ได้ เชื่อว่าชีวิตเขาต้องไม่ธรรมดาแน่นอน อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงได้ขนาดนี้

ตำนานพ่อรวยสอนลูก

Robert Kiyosaki เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 1947 รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา การที่พ่อของเขาเป็นอาจารย์ ทำให้ช่วงชีวิตในวัยเด็กจึงได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี จบการศึกษาขั้นต้นจาก Hilo High School หลังจากนั้นเขาได้เข้าเรียนที่ Merchant Marine Academy ในนิวยอร์ก เขาเป็นผู้ก่อตั้ง Rich Dad Company ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ให้ความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลและ Cashflow Technologies, Inc.

การผจญภัยเริ่มต้นที่มหาสมุทร… โด่งดังสุดจากปลายปากกา

หลังจบการศึกษาเขาทำงานกับบริษัทเรือเดินสมุทรในฐานะเจ้าหน้าที่ดาดฟ้า ทำให้ได้มีโอกาสเดินทางไปยังที่ต่างๆสัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เห็นถึงความยากจนที่หลายคนต้องเผชิญ เป็นแรงผลักดันส่วนหนึ่งของชีวิต จนในปี 1972 ระหว่างสงครามเวียดนามเขารับใช้ประเทศชาติด้วยการทำหน้าที่เป็นนักบินติดอาวุธในนาวิกโยธิน หลังจากนั้นอีกสองปีจึงตัดสินใจลาออกแล้วเดินทางไปที่นิวยอร์ก

ปี 1974 – 1978 เขาทำงานเป็นพนักงานขายเครื่องถ่ายเอกสาร และรู้ว่านี้ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เขาต้องการ ในขณะเดียวกันในปี 1977 เขาเก็บเงินได้มากพอที่จะเริ่มสร้างบริษัทของตัวเองด้วยการจำหน่ายกระเป๋าสตางค์ที่ชื่อว่า Velcro surfer แต่ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนท้ายที่สุดต้องเลิกกิจการไป

ช่วงต้นปี 1980 เขาได้รับลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายเสื้อยืดของวงร็อค Motley Crue ธุรกิจดำเนินได้ดีในช่วงแรก แต่น่าเสียดายที่ความนิยมกลับลดลงเรื่อยๆ บริษัทจึงล้มละลายในปี 1985 ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขาเคยเฟื่องฟูและเคยดิ่งลงถึงจุดต่ำสุด แต่ไม่เคยสูญเสียความหวัง เมื่อบรรลุความสำเร็จ เขาตัดสินใจเกษียณตอนอายุ 47 ปี

หลังจากเกษียณไปได้สามปี เขาต้องการหาอะไรใหม่ๆทำ และคิดว่าการถ่ายทอดความรู้ผ่านการเขียนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด นี่คือจุดเริ่มต้นของหนังสือ Rich Dad Poor Dad ซึ่งเขาได้ร่วมเขียนกับ Sharon Lechter ซึ่งผลงานสร้างชื่อที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วคือ Rich Dad Poor Dad ตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในปี 2000 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสนับสนุนอิสรภาพทางการเงิน และสอนให้ผู้อ่านเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนกลายมาเป็นหนังสือยอดนิยมติดอันดับ New York Times Bestseller 6 ปีซ้อน

หนังสือสามเล่มแรกของเขาคือ Rich Dad Poor Dad, CASHFLOW Quadrant และ Guide to Investing ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 อันดับที่มียอดขายดีที่สุดพร้อมกันใน The Wall Street Journal, USA Today และ The New York Times ความสำเร็จของหนังสือเหล่านี้ผลักดันให้เขาดำเนินการต่อในหนังสือชุดเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งมีทั้งหมด 15 เล่ม นอกจากนี้เขายังเป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการ นักเขียน และนักพูดสร้างแรงบันดาลใจอีกด้วย

กุญแจความสำเร็จ

1. เต็มเปี่ยมไปด้วยความพยายาม ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

ตอนที่ยังไม่มีธุรกิจสำนักพิมพ์ เขาต้องออกทุนและทำการตลาดเองในการตีพิมพ์หนังสือ Rich Dad Poor Dad ออกมาทั้งหมด 1,000 เล่ม การตลาดของเขาคือการเข้าไปติดต่อตามร้านหนังสือ แน่นอนว่าโดนปฏิเสธอยู่หลายครั้ง เขาจึงตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านล้างรถในรัฐเท็กซัส เพื่อขอวางขายหนังสือจำนวน 12 เล่ม และเป็นอีกครั้งที่โดนปฏิเสธ แต่ด้วยความพยายามบวกกับความตั้งใจอย่างเปี่ยมล้น ทำให้หนังสือของเขาได้วางจำหน่าย เวลาผ่านไป 1 เดือนก็ยังอยู่ครบทุกเล่ม จนในที่สุดมีคนสนใจขอซื้อหนังสือทั้งหมดที่เหลืออยู่

2. อย่าสูญเสียความหวัง

หลายครั้งที่เขาต้องเจอกับความล้มเหลว รวมถึงการที่คนอื่นพร่ำบอกในสิ่งที่เขาคิดหรือกำลังทำอยู่ว่าเป็นไปไม่ได้ ให้ล้มเลิกความตั้งใจนั้น ตราบใดที่ยังมีความหวังและศรัทธาต่อตนเอง แม้จะเหนื่อยยากแค่ไหน หนทางแห่งความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้าก็ไม่ไกลอีกต่อไป
ไม่หยุดที่จะเรียนรู้

หนึ่งในคุณสมบัติของคนที่ประสบความสำเร็จมักทำเป็นประจำ นั่นคือการเรียนรู้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเรียนรู้เกี่ยวกับงานของตัวเอง เรียนรู้จากคู่แข่ง เรียนรู้ในสิ่งใหม่ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แค่เรียนรู้อย่างเดียวคงไม่พอ ต้องเรียนรู้ไวและปรับตัวยืดหยุ่นได้อย่างรวดเร็ว เมื่อหยุดเรียนรู้นั่นหมายถึงเรากำลังล้าหลังลงเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดอาจมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้าอีกเลย

3. หาที่ปรึกษา

คนเราไม่ได้เก่งไปซะทุกอย่าง และคนที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นที่จะต้องลงมือทำเองทุกขั้นตอน เมื่อไม่ชำนาญในสิ่งใด การหาที่ปรึกษาย่อมดีกว่าการลองผิดลองถูกเอง กว่าจะเข้าที่เข้าทางอาจล่าช้าเกินไปหรืออาจต้องสูญเสียในส่วนที่ไม่ควรเสียมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ข้อคิดที่คุณสามารถนำไปปรับใช้

1. ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการเรียนรู้

การแพ้หรือชนะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสนามแข่งทุกประเภท ความแน่นอนไม่เคยมีอยู่จริง สิ่งที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้น การยอมรับอย่างตรงไปตรงมาแล้วรีบหาทางแก้ไขย่อมดีกว่าการจมดิ่งอยู่กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่การยึดติดกับความสำเร็จครั้งอดีต เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

2. ตั้งคำถามที่ท้าทายความคิด

จุดเล็กๆในการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อาจเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถามอยู่บ่อยๆ เพราะช่วยกระตุ้นสมองให้คอยคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆที่เกิดขึ้น ช่วยแก้ปัญหาที่กำลังคิดไม่ตก และสามารถหลุดจากกรอบเดิมๆได้คำถามที่ดีนั้นต้องท้าทายความคิด และสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ

ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการล่องเรือกลางมหาสมุทรที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเจอกับอะไร คลื่นยักษ์ถาโถม สภาพอากาศแปรปรวน ความอ้างว้างที่เริ่มเกาะกินจิตใจ การมีสติ ความมุ่งมั่น ความอดทน และทักษะในการแก้ปัญหาจะช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความหฤโหดนี้ไปได้ สิ่งที่สำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากตรงนั้น เพราะนั่นคือแก่นแท้ของการประสบความสำเร็จที่แท้จริง

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email