Creative Life: สมองคนออกแบบมาให้คิดและสร้าง และ 3 เหตุผลที่คน Fail ในการสร้างเวทีของตัวเอง

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

Golf Ball

เวลาคุณไปตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ คุณจะพบกับ ผลิตภัณฑ์ และ วัตถุ มากมายที่แทบไม่ซ้ำกันเลย บางอย่างต้องอุทานว่า “คนผลิตคิดสรรงานเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร ไอเดียบรรเจิดมาๆ ฯลฯ แม้บางครั้งเรารู้สึกว่าผลิตภัณฑ์บนโลกนี้มันแน่นจนไม่มีพื้นที่สำหรับงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ แต่แล้วก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาจนได้ ข้อสังเกตนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า สมองคนออกแบบมาให้คิดตลอดชีวิต และคิดมองหาอะไรใหม่ๆ สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ มิเช่นกันก็จะเบื่อ ซึ่งก็เป็นไปตามการศึกษาระบบประสาทโดย Gregory Berns ว่าสมองต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ ต้องการทำงานใหม่ๆ และประมวลผลระบบใหม่ๆที่อยู่เหนือการคาดการได้แบบเดิมๆที่เคยทำซ้ำๆกันมา

คนจำนวนมากจึงเบื่องานประจำ

ผมเคยฟัง TED Talk กรณีศึกษาตอนหนึ่งซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าใครขึ้นพูด เขาบอกว่า ค่าจ้างมีผลกับงานแรงงาน แต่ไม่ใช่กับงานสำนักงานที่ใช้ความคิดและการจัดการ เงินเดือนที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของพนักงานสำนักงานสูงขึ้นเสมอไปและในทางกลับกันอาจแย่ลง

งานภาคการจัดการไม่มีกรอบเวลาเหมือนงานแรงงาน อาจทำงานสำเร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง คิดงานจากที่ไหนก็ได้ ประสานงานจากที่ไหนก็ได้ งานเหล่านี้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และความท้าทายในการทำงาน แต่งานสำนักงานหลายแห่งปฏิบัติต่อพนักงานกับงานแรงงาน พนักงานต้องอยู่ประจำที่ นั่งเฝ้าโต๊ะ นั่งเฝ้าจอ ไม่มีงานก็ต้องเฝ้าไปจนกว่าจะเลิกงานโดยมีคนในตำแหน่งที่สูงกว่ามานั่งเฝ้าอีกทีหนึ่งว่าพนักงานเหล่านั้นอยู่กับโต๊ะและอยู่กับที่

งานสำนักงานส่วนมากหมดไปกับงานเอกสารที่ทำซ้ำๆกันเหมือนเดิมทุกวัน และเมื่อทำซ้ำกันไปเป็นเวลาหลายปี สมองจึงเกิดอาการเบื่ออย่างรุนแรงไม่ว่าฐานเงินเดือนจะถูกปรับขึ้นไปตามอายุงานมากแค่ไหนก็ตาม

ผู้บริหารระดับสูงก็เบื่องานประจำ

ธนา เธียรอัจฉริยะ อดีตรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DTAC ทำงานกับ DTAC มายาวนาน 15 ปี เป็นที่รู้จัก มีตำแหน่ง มีอำนาจและสวัสดิการดีเยี่ยมจาก DTAC วันหนึ่งกลับตัดสินใจลาออกจากบริษัทอันมั่นคงและใหญ่โตไปเป็นผู้บริหาร แม็คยินส์ ที่มีขนาดเล็กกว่า DTAC ถึง 60 เท่า จนเพื่อนสนิทในแวดวงบริหารต่างคิดว่าคิดอะไรอยู่ถึงทิ้งเส้นทางอันใหญ่โตไปหาอะไรที่เล็กกว่าราวกับจะไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ และนั่นเป็นคำตอบ… ไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ในโลกใหม่ที่ท้าทายกว่าสำหรับเขา เพราะอยู่กับ DTAC มานานจนรู้ทุกอย่าง ปัญหาซ้ำๆเดิมๆ กระบวนการเดิมๆ ระบบเดิมๆ ทำซ้ำไปซ้ำมาจนเบื่อและหมดไฟที่จะทำงานที่เดิมต่อไปและอยากไปเริ่มต้น “Build from scratch” กับบริษัทเล็กๆที่ต้องการคนมาดันธุรกิจให้สูงขึ้น รื้อระบบ ปรับโครงสร้าง วางแผนใหม่ แล้วเฝ้าดูผลงานของตัวเองเติบโต เป็นความท้าทายที่น่าภูมิใจ (อ้างอิงจากหนังสือ ลาออกซะ ถ้าอยากรวย)

ดังนั้นตัวเงิน สวัสดิการ และความมั่นคงของบริษัทจึงไม่ใช่ปัจจัยที่ดึงดูดคนให้อยู่กับองค์กร เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งคนเบื่อกับสิ่งที่ทำอย่างรุนแรง เขาจะหมดไฟและหมดแรงบันดาลใจที่จะทำต่อไป ใจจะเรียกร้องที่จะหาอะไรใหม่ๆทำเพื่อท้าทายความคิด ท้าทายสมอง และจิตใจ

ธุรกิจส่วนตัว ความฝันของคนเบื่องานประจำ

ธุรกิจส่วนตัวกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของคนทำงานประจำ เมื่อคนเบื่องานประจำสุดๆ จนเกิดคำถามว่า “ฉันจะทำให้คนอื่นรวยไปถึงเมื่อไร มันน่าจะถึงเวลาทำให้ตัวเองรวยบ้างสินะ” พวกเขาก็จะเกิดความรู้สึกและแรงบันดาลใจในการคิดสร้างและทำธุรกิจส่วนตัว

แต่ความฝันกับความจริงเป็นคนละเรื่องและคนจำนวนมากก็ที่ใฝ่ฝันอยากทำธุรกิจส่วนตัวจำนวนมากก็ปล่อยให้ความฝันเป็นแค่ความฝันและกลับไปนั่งทำงานประจำต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?

3 เหตุผลที่คน Fail ในการสร้างเวทีของตัวเอง

ผมเริ่มต้นเขียนบล็อกในปี 2010 แล้วก็โง่ๆ งงๆอยู่กับมันถึง 2 ปีกว่าที่จะค้นพบแนวทางของตัวเองและกลยุทธ์การโปรโมทบล็อกอย่างเป็นระบบและ Break even ในที่สุด จากบล็อกแรกตะบี้ตะบันเขียน 2 ปีมีคนอ่านหมื่นกว่าคนไปสู่คนอ่านเป็นแสนๆคนอย่างพรวดพราดในปีเดียวกับ The CEO Blogger และมีรายได้เข้ามาในระดับที่เรียกว่าหายใจรดต้นคอแข่งกับเงินเดือนกันเลยทีเดียว ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผมนึกถึงวลีแก้เกมส์ของฝรั่งที่เอามาแก้ความเข้าใจผิดของคำว่า Overnight success เพิ่มเป็น Overnight success takes years of hard work หรือ ความสำเร็จข้ามคืนเกิดจากการทำงานหนักเป็นแรมปี… มันใช่เลย!

เพื่อนร่วมงานมองผมเป็น Overnight success?

เมื่อผมเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนบล็อกและเฟซบุ๊คเพจของผมให้เพื่อนร่วมงานฟัง ส่วนมากจากบอกว่า “เจ๋งว่ะ” ทั้งนี้เพราะในบริษัทที่ผมทำงานอยู่ ผมเป็น 1 ใน 100 ของคนที่มีเว็บไซต์หรือบล็อกเป็นของตัวเองและเป็นบล็อกที่ Active มีความเคลื่อนไหวมีงานเกิดขึ้นบนบล็อก ทำให้คนอีก 99 คนที่เหลือมองเป็นเรื่องที่แตกต่างหรือมีความสามารถกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่ที่ผมอยู่ แต่ทุกครั้งผมจะชี้ให้เห็นถึงที่มาว่าเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความเก่งแต่เกิดจากการเรียนรู้คู่การลงมือทำเป็นแรมปีกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้

แทบทุกคนอยากมี เวที (Platform) เป็นของตัวเอง อยากมีช่องทางการทำเงินนอกเหนือจากงานประจำของตัวเอง อยากร่ำรวย อยากมีอิสรภาพทางการงาน เบื่องานประจำ แต่แทบทุกครั้งที่ผมสนับสนุนเพื่อนร่วมงานให้ลองทำดูบ้าง ไม่เสี่ยง ไม่ต้องลาออกจากงาน แถมล่อใจด้วยการยิง Teaser โอกาสในการทำรายได้เฉียด 6 หลักในหนึ่งเดือนในช่วงกำลังพีคๆของบางโครงการ แต่เชื่อไหมครับว่าส่วนใหญ่ก็ไม่เอาด้วย! เกิดอะไรขึ้นกับคุณมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายเนี่ย?

3 เหตุผลที่คน Fail ในการสร้างเวทีของตัวเอง

คนส่วนใหญ่ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม เมื่อได้คุยกับคนที่อยากๆๆ แล้วก็อยาก แต่เมื่อเดินมาถึงทางเลือกขั้นพื้นฐานๆ คือ ลองดูม๊ะ คำตอบส่วนใหญ่คือ ไม่เอา…

1. ฉันทำไม่เป็น

ฉันทำไม่เป็น เป็นคำตอบตัวแรกของนักฝันแต่ไม่ยอมลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็น ทำบล็อกไม่เป็น ทำเว็บไม่เป็น ทำเฟซบุ๊คเพจไม่เป็น ทำการตลาดไม่เป็น ไอ้นู่นไม่เป็น ไอ้นี่ไม่เป็น ผมก็งงแล้วพี่แกทำงานกันเป็นได้ยังไง งานทุกอย่างที่ทำอยู่ก็ไม่ได้เป็นมาแต่แรกกันทั้งนั้น

2. ฉันไม่ชอบอ่าน

การเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ต้องศึกษาต้องอ่านเยอะๆ ลงมือทำแล้วก็ต้องอ่านเพื่อพัฒนาความรู้ เกิดไอเดีย เกิดแนวทาง รวมไปถึงให้สามารถนำสิ่งที่รู้มาผลิต Content เพื่อการทำ Content marketing ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บทความ หรือ คลิปวีดิโอ เมื่อบอกอย่างนี้ เพื่อนผมจะบอกว่า ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่ชอบอ่าน

3. ฉันไม่มีเวลา

เมื่อผมได้พยายามบอกแนวทางและโอกาสทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้เขาเริ่มต้นได้ง่ายๆ คำตอบสุดท้ายที่เขาใช้จบตัวเองคือ ฉันไม่มีเวลา คนเรามีเวลาทำเรื่องไร้สาระที่สุดในโลกได้ แต่ไม่มีเวลาที่จะทำตามความฝันของตัวเอง… พระเจ้าช่วย!

ทั้งหลายทั้งปวงก็เพราะติดอยู่ใน Comfort Zone

Comfort zone ภาษาไทยอย่างเป็นทางการไม่มี แปลตามตัวอักษรคือ พื้นที่แห่งความสบาย แต่แปลตามความเป็นไปคือ ความติดอยู่ในความเคยชิน เมื่อทำสิ่งเดิมๆ ก็จะเกิดความสบายยึดติด และไม่อยากเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่ของคน กล่าวคือ คนต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องการประสบการณใหม่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน หากจะก้าวกระโดดออกไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือลงมือทำอะไรจริงๆก็จะติดขี้เกียจ

บ่อยครั้งที่คนคิดได้ เกิดไอเดีย เกิดแรงบันดาลใจ อยากทำ แต่แล้วก็ไม่ลงมือทำ โดยข้ออ้างทั้งสาม ได้แก่ ทำไม่เป็น ไม่ชอบอ่าน และ ไม่มีเวลา เป็นข้ออ้างหลักที่นำมาใช้ผัดผ่อนตัวเองจากการลงมือทำไปเรื่อยๆ จนกว่าไฟจะหมด เงินเดือนจะออก โบนัสจะออก และใช้ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุผลบอกแก่หัวใจตัวเองว่า ที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว และก็ก้มหน้าทำงานเดิมๆต่อไป

ทำอย่างไรหากมีไฟมีฝันและอยากผลักดันให้เป็นจริง

ทันทีที่รู้สึกว่าตัวเองมีไฟมีฝัน ทางสร้างฝันให้เป็นจริงคือ คิดได้ ลงมือทำทันที เพื่อสร้างกระแสของการปฏิบัติและก่อกระพือ Momentum ให้หมุนไปข้างหน้า เมื่อคุณเริ่มลงมือปฏิบัติ คุณจะถูกจูนเข้าสู่โหมดของการปฏิบัติและจะดึงดูดปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆเข้ามา เช่น พบเจอเว็บไซต์ใหม่ๆที่ข้อมูลสำคัญ พบเห็นหนังสือที่เกี่ยวข้อง พบปะเพื่อนที่ทำสิ่งเดียวกัน พบ Mentor หรือ คอร์สสัมมนา ที่เกี่ยวข้อง แล้วชีวิตคุณก็จะดึงเข้าไปอยู่ในกระแสของแวดวงที่คุณกำลังทำอยู่ซึ่งจะยิ่งกระพือแรงบันดาลใจ และทำให้ความฝันกลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นและเกิด กระบวนการรุดหน้า (Advance progress) ยกตัวอย่าง

Goal อยากเป็นเจ้าของร้านอีคอมเมิร์ซภายใน 2 ปี… Plan คือ ไม่ใช่รอหลังโบนัสสิ้นปีค่อยเริ่มวางแผน แต่ให้เริ่มวันนี้

  • เลิกงานไปซื้อหนังสืออีคอมเมิร์ซเบสิก 
  • วันหยุดเสิร์ซหาและสมัครสมาชิกบล็อกเกอร์สอนอีคอมเมิร์ซ
  • หา Mentor สมัครเรียนคอร์ส อาทิ คอร์สสอนอีคอมเมิร์ซ คอร์สสอนวิธีคิดสู่ความสำเร็จ เป็นต้น
  • สุดสัปดาห์แรกของเดือนถัดไปวิจัยสินค้าและตลาด
  • ปรับนิสัยใช้จ่าย ลดการสร้างหนี้ฟุ่มเฟือย เคลียร์หนี้เก่า ออมเงินเพิ่มไว้เป็นทุน
  • เริ่มขายของมือสองของตัวเองเพื่อระดมทุน (เริ่มทำการค้าโดยไม่รู้ตัว)
  • ฯลฯ สุดท้ายได้เริ่มทำจริงภายในอีก 6 เดือนต่อมา… สิ้นปีโบนัสออก รวมกับทุนและกำไรและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พบว่าคุณมีเงินก้อนโตพอจะลาออกมาทำอีคอมเมิร์ซเต็มตัวได้ก่อนกำหนดถึง 1 ปี

เริ่มจากการหาความรู้ถือเป็นก้าวแรกเล็กๆ ที่จะสร้าง Momentum และดึงดูดปัจจัยที่จำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ คุณจะประหลาดใจเมื่อเริ่มทำแผนระยะสั้นแล้วพบว่าอาจมีกระบวนการรุดหน้าเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดที่อาจทำให้คุณสนุกและตื่นเต้นกับชีวิตมากขึ้น

วิธีเหล่านี้เป็นวิธีปฏิบัติของผู้ประสบความสำเร็จ คิดได้ ลงมือทำ ทำไปปรับไป สะสมประสบการณ์และความมั่นใจ หากใครมีความคิดมีไอเดียแต่ยังขาดพลัง แรงบันดาลใจ และความเชื่อมั่น การมี Mentor เป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้ฝันของคุณเป้นจริง ผมเองก็เช่นกัน เมื่อแรงบันดาลใจถดถอย ผมจะสร้างกำลังใจให้ตัวเองด้วยการอ่าน Success story ของผู้อื่นและการมี Mentor เพื่อจูนให้กลับมาบนเส้นทางอย่างมั่นคง

—————————————————————————————-

เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและบทความสำคัญสำหรับ Blogger และ Internet marketer, สมัครรับข่าวสารฟรีที่นี่ครับ
คุณไม่ชอบ Spam ผมก็ไม่เช่นกัน ที่นี่มีข่าวสารที่เป็นประโยชน์และยกเลิกสมัครได้ตลอดเวลา

[convertpress id=”1876″ replacetheme=”false”]

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save