สรุปไทม์ไลน์ เหรียญ LUNA จุดเริ่มต้นและจุดจบ แบบเข้าใจง่าย ๆ

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

วัตถุประสงค์ของสรุปในครั้งนี้ สำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตามมาแต่แรก ได้รู้เรื่องราวแบบเร็ว ๆ และอย่างเรียบง่าย และสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเนื้อหาเชิงเทคนิคคัลจนเกินไปนัก

Luna ชื่อนี้ไม่มีใครในวงการคริปโตเคอร์เรนซี่ไม่รู้จัก เหรียญคริปโตเจ้าของตำนานอันแสนหวานสุดขั้วและฝันร้ายสุดขีดให้กับนักลงทุนทั่วโลก เหรียญที่เคยเนื้อหอมด้วยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 59,500% ภายในเวลาเพียง 2 ปี ก่อนที่มูลค่าจะร่วงต่ำกว่า ศูนย์ ภายใน 1 เดือนหลังทำราคาแตะจุดสูงสุด หรือ All-time high




นักลงทุน Luna ทั่วโลกสุดสาหัส

ความหายนะนี้ สร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสแก่นักลงทุนทั่วโลก นักลงทุนชาวต่างชาติบางคนเคยยอมนำ บิทคอยน์ มูลค่าหลายล้านบาทเพื่อไปถัว Luna จนสูญทั้ง บิทคอยน์ และ ลูน่า

บางคนโกรธแค้นและออกตามหาตัว Do Kwon ผู้ก่อตั้งเหรียญ Luna ถึงที่พักของเขา ในขณะที่นักลงทุนชาวไต้หวันคนหนึ่ง เลือกจบชีวิตตัวเองหลังจากสูญเงินคิดเป็นเงินไทยจำนวนประมาณ 68 ล้านบาทไปกับ Luna

ในไทยเองก็ไม่พ้นผลกระทบ

Luna เป็นเหรียญที่ผู้คน และ Influencer บางคนในวงการคริปโตไทย พูดถึงในแง่ดีเป็นอันมากเสมอมา และในวันที่ Luna ล่มสลาย ผู้คนจำนวนมากออกมาโพสต์ระบายถึงความสูญเสียของพวกเขาผ่านทางโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก

วันนี้ ส่องโลกการลงทุน กับ CEO Channels จะสรุปเหตุการณ์เหรียญ Luna จากจุดเริ่มต้น สู่ความรุ่งเรือง และการล่มสลายอันน่าสะพรึงกลัว

จุดเริ่มต้น

Luna เป็นเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีของบล็อกเชนที่มีชื่อว่า Terra ร่วมก่อตั้งโดย Do Kwon และ Daniel Shin โดย Do Kwon คนนี้ที่จะเป็นทั้ง ขวัญใจ และ นายตัวร้าย ของเรื่องนี้

วิสัยทัศน์เริ่มแรกของสองผู้ร่วมก่อตั้ง คือ การพัฒนาเครือข่ายบล็อกเชนสำหรับอุตสาหกรรม อีคอมเมิร์ซ ที่มีเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี่ที่มีมูลค่าเสถียร หรือวงการคริปโตเรียกว่า Stablecoin

ไอเดียนี้จึงได้กลายมาเป็น Terra Blockchain และ เหรียญสเตเบิ้ล US Terra หรือ UST และเหรียญลูก คือ Luna Terra ในเวลาต่อมา

ไทม์ไลน์

เดือน มกราคม ปี 2018

Do Kwon และ Daniel Shin เปิดตัวเครือข่ายบล็อกเชน Terra ด้วยวิสัยทัศน์ตามที่กล่าวไป คือ พัฒนาอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน และคริปโตเคอร์เรนซี่ที่มีมูลค่าเสถียร โดยเขาเคยอ้างว่ามีกลุ่มผู้สนับสนุนที่เป็นบริษัทด้านอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในเอเชียไม่น้อยกว่า 15 ราย

เดือน มกราคม ปี 2019

Do Kwon เปิดระดมทุนแบบ Initial Coin Offering หรือ ICO ให้แก่โครงการเหรียญ Luna ในราคา 18 เซนต์ และราคา 80 เซนต์ สำหรับรอบพิเศษหลัง ICO

เดือน กุมภาพันธ์ 2020

Luna เปิดให้มีการ Staking หรือ การฝากประจำเหรียญเพื่อรับดอกเบี้ย เป็นครั้งแรกบนกระดานเทรดของเกาหลีใต้

เดือน กันยายน 2020

มีข่าวว่าเหรียญสเตเบิ้ล มีชื่อว่า US Terra หรือ UST ที่จะดีพลอยบนบล็อกเชนของ Ethereum และ Solana และมีเป้าหมายจะให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือครองเป็นเปอร์เซนต์ที่สูง

เดือน พฤศจิกายน 2021

ก่อนหน้านี้ Do Kwon เคยถูกเตือนว่าระบบของเขามีช่วงโหว่ และอาจถูกโจมตีจนโครงสร้างและสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบพังพินาศได้ Do Kwon ออกมาปฏิเสธอย่างมั่นใจว่าไม่มีทางเป็นไปได้

ณ ขณะนั้น Luna กำลังเนื้อหอมสุด ๆ จากราคาแถว 0.30 ดอลล่าร์ในเดือน พ.ย. 2020 ขึ้นมาแถว 50 ดอลล่าร์ ในเดือน พ.ย. 2021 หรือ บวกกว่า 16,500%



เดือน มกราคม 2022

Do Kwon ประกาศการก่อตั้ง Luna Foundation Guard หรือ LFG ที่สิงคโปร์ โดยมี Jump Crypto และ Three Arrows Capital เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่

โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์ความเสถียรของเหรียญ UST โดยการขายเหรียญ Luna จำนวน 1 พันล้านดอลล่าร์ เพื่อนำทุนไปซื้อ บิทคอยน์ มาแบ็ก UST Stablecoin

วันที่ 25 มีนาคม 2022

มีข่าวลือว่า LFG บิทคอยน์จำนวนประมาณ 2,840 บิทคอยน์ หรือคิดเป็นมูลค่าโดยประมาณ 125 ล้านดอลล่าร์

ตามมาด้วยวันที่ 28 มีนาคม 2022

กระเป๋าคริปโตของ LFG ปรากฏ บิทคอยน์ จำนวน 27,000 บิทคอยน์ มูลค่ารวม 1.3 พันล้านดอลล่าร์

เดือน เมษายน 2022

ราคาเหรียญ Luna ทำสถิติราคาสูงที่สุดเป็นประวัติกาลในเดือนนี้ โดยเคลื่อนไหวที่ประมาณ 116 – 119 ดอลล่าร์ ต่อ 1 ลูน่า หรือเพิ่มขึ้น 817% ใน 1 ปี และเท่ากับ 59,500% ใน 2 ปี

LFG ยังคงไล่ซื้อ บิทคอยน์ เพิ่มอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีบิทคอยน์สะสมจำนวน 39,897.98 บิทคอยน์ มูลค่ารวมกว่า 1.7 พันล้านดอลล่าร์ ณ เวลานั้นทั้งเหรียญ Luna และ UST เนื้อหอมมาก ๆ Luna กลายเป็นเหรียญคริปโตที่มีมาร์เก็ตแคปฯ 17% ของตลาด ในขณะที่ UST ก้าวขึ้นมาเป็น Stablecoin อันดับ 3 ของโลก

Do Kwon เจ้าของโครงการก็ได้กลายเป็น พระเอก ของวงการคริปโต แม้แต่สื่อเริ่มเล็งเห็นว่าเขาอาจกลายเป็น The next ไมเคิ้ล เซเลอร์ หรือการเป็นผู้ครอบครองบิทคอยน์จำนวนมาก

ต้นเดือน พฤษภาคม 2022

เกิดกิจกรรมการเทขาย UST Stablecoin จำนวนมหาศาลบน Anchor และ Curve ซึ่งเป็นโปรโตคอลการกู้ยืม และโปรโตคอลกระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลของ Luna และ Terra จนเหรียญ UST หลุดต่ำกว่า 1 ดอลล่าร์ ลงมาที่ 0.985 ดอลล่าร์ ในวันที่ 7 พฤษภาคม

LFG กู้ยืม บิทคอยน์ จำนวน 750 ล้านดอลล่าร์ มาปกป้องค่า UST และนำ UST จำนวน 750 ล้านดอลล่าร์ ไปชำระคืนหลังจากแก้ปัญหาสำเร็จ

วันที่ 9 พฤษภาคม 2022

Luna ร่วงจากจุดสูงสุดที่ 119 ดอลล่าร์เมื่อเดือนที่แล้ว มาอยู่ที่ 63 ดอลล่าร์ในวันนี้

UST กลับมายืนที่ 1 ดอลล่าร์สำเร็จได้เพียงไม่นาน แต่มูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ฝากในระบบ Anchor protocol ลดลงจาก 14,000 ล้านดอลล่าร์ ไปต่ำกว่า 9 พันล้านดอลล่าร์

ราคาเหรียญ ANC มูลค่าลดลง 35% ภายในวันเดียวกัน และ UST ร่วงต่ำกว่า 1 ดอลล่าร์อีกครั้ง และคราวนี้รูดลงมาเหลือเพียง 35 เซนต์

ผู้คนในวงการคริปโตเห็นไปทางเดียวกันว่า ระบบ Terra ของ Do Kwon ถูกโจมตีค่าเงินแบบที่พวกเขาเรียกว่า Soros-style ตามที่เคยเตือนกันไปแล้ว

วันที่ 11 พฤษภาคม 2022

หลังจาก Luna ราคาลงมาเหลือ 63 ดอลล่าร์ในวันก่อน แต่ชาว Luna เกินครึ่งเลือกเสี่ยงเข้าเก็งสัญญาซื้อขายล่วงหน้าขาขึ้น หรือ Long position เพราะคิดว่าราคาน่าจะดีดกลับไปได้

แต่แล้วราคาก็ยังร่วงลงมาเป็น 33 ดอลล่าร์ในวันที่ 10 และเหลือ 16 ดอลล่าร์ในวันที่ 11 พฤษภาคม ส่งผลให้พวกเขาโดยบังคับปิดสัญญา หรือ Liquidate ไปมากกว่า 63 ล้านดอลล่าร์

วันที่ 12 พฤษภาคม 2022

ราคา Luna รูดลงต่ำกว่า 1 ดอลล่าร์ นักเก็งกำไรแห่เก็งสัญญาล่วงหน้าขาลง หรือ Short position โดยใช้ Leverage สูง ๆ กันอย่างคึกคัก บางคนทำกำไรขา Short กันหลักพันและหลักหมื่น % จนเว็บเทรดรายใหญ่อย่าง Binance ต้องประกาศถอดเหรียญ Luna ออกจากระบบเทรดฟิวเจอร์ส

เดือน มิถุนายน 2022

Do Kwon ได้เปลี่ยนเหรียญ Luna เดิมเป็น Luna Classic มูลค่าเหลือเพียงหลัก 0.0000 หน่วย พร้อมกับเปิดตัว Luna 2.0

อย่างไรก็ดี ชื่อของ Luna ได้กลายเป็นตำนานแห่งความเลวร้ายของวงการคริปโตไปแล้ว ด้วยความสูญเสียโดยประมาณไม่ต่ำกว่า 45,000 ล้านดอลล่าร์

ความเชื่อมั่นใด ๆ ในยี่ห้อ Luna และ Terra หรือแม้แต่ในตัว Do Kwon ไม่มีเหลืออีกแล้ว และนี่ยังไม่นับพฤติกรรมที่ทีมงานทยอยออกมาแฉเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น

องค์กรที่ไม่มีสำนักงานเป็นตัวเป็นตนอยู่จริง, การมีคำสั่งปล่อยอัตราดอกเบี้ย Stablecoin ที่ 20% ทั้งที่นักพัฒนาเตือนว่าระบบรองรับได้เพียง 3.6%, และกิจกรรมการถ่ายเทสินทรัพย์ดิจิทัลก่อนการล่มสลาย เป็นต้น

สรุป

นี่ คือ เหตุการณ์จุดเริ่มต้นและจุดจบของเหรียญ Luna และ Terra ที่ไม่มีใครคาดคิด ทุกอย่างไปได้สวย แต่แล้วหายนะก็เกิดขึ้นเร็วมากจนคนส่วนใหญ่ที่ข้องเกี่ยวกับ Luna ทั่วโลกรับมือไม่ทันจนเกิดความเสียหายคิดเป็นเงินไทยก็จะได้หลักไม่ต่ำกว่า ‘1.5 ล้านล้านบาท’

เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในโลกคริปโต จึงขอให้ทุกท่านโปรดใช้ความระมัดระวังในการลงทุนในตลาดคริปโตเสมอ

คุณอาจสนใจ



Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email