VIDEO : งบน้อย มีเงิน 500 บาท ลงทุนอะไรดี? ห้ามตอบว่าลงทุนกับความรู้!

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

Video script

มีเงิน 500 บาท ลงทุนอะไรดี? โดยมีข้อแม้ ห้ามตอบว่า ‘ลงทุนกับความรู้’ ถ้าจะมาแนวนี้ผมก็มีทางไปต่อให้เหมือนกัน ไปทางไหน… คลิปนี้จะอ่านให้ฟัง

คำถามทำนองนี้มีจำนวนมากโดยบางคนมีทุน 500 บาท บางคนมี 5,000 และบางคนมี 50,000 และคำตอบที่ได้ส่วนใหญ่เป็นไปใน 2 ลักษณะ ได้แก่:

1) ลงทุนในหลักทรัพย์ อาทิ สลากออมสิน หรือ หุ้น และ 2) ลงทุนในความรู้

ซึ่งทั้งสองนั้นล้วนเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจคนถาม เพราะเจตนาของคนถามอาจจะอยากได้ ผลตอบแทนที่เร็วกว่า มากกว่า และเสี่ยงน้อยกว่า ซึ่งตามหลักการลงทุนแล้วไม่น่าจะมีการลงทุนที่ ได้เร็ว ได้มาก โดยไม่เสี่ยง จนกว่า คุณจะเข้าใจบริบทของการลงทุนในแบบใหม่ที่ผมกำลังจะอ่านให้ฟัง คุณก็จะเริ่มมองเห็นโอกาสอะไรบางอย่าง

ผมขอท้าวความโดยสังเขปเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ โดยย้อนกลับไปสมัยที่ผมเริ่มหาเงินออนไลน์ควบคู่กับทำงานประจำเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว

ผมไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินทุน และไม่มีสินทรัพย์อะไรทั้งสิ้น โดย 3 สิ่งที่ผมมี ได้แก่ แรงกาย, ภาษาอังกฤษ, และ เวลา

3 สิ่งที่กล่าวไป คือ ทรัพยากร ที่ผมมีติดตัวอยู่แล้ว ณ เวลานั้น และผมนำไปใช้หาเงินออนไลน์จากการรับจ้าง ‘แปลเอกสารภาษาอังกฤษเป็นไทย’ นอกเวลางานประจำ

กระบวนการทำงานนั้นแสนเรียบง่าย และไม่แพงเลย ได้แก่

ลำดับแรก ผมใช้ อินเตอร์เน็ต ในการค้นหาเว็บไซต์ศูนย์รวมงานแปล อาทิ Proz.com, TranslatorBase และ TranslationCafe ในการค้นหาประกาศงาน และติดต่อไปหาบริษัทรับแปลเอกสารเพื่อเสนอบริการของผม

ลำดับที่สอง ผมใช้ทรัพยากรที่แพงที่สุดอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ ‘เวลา’ ที่ผมกลั่นออกมาได้มากว่าคนอื่นเพราะการเลือกที่พักอาศัยใกล้ที่ทำงาน

ผมใช้เวลาเดินทางโดยขนส่งมวลชนระหว่างที่พักและที่ทำงานอย่างเร็วที่สุด 15 นาที หรือ วันละ 30 นาที เป็นอย่างเร็ว ในขณะที่เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ใช้เวลาเดินทางไปกลับวันละประมาณ 2 – 4 ชั่วโมง

เท่ากับว่าใน 24 ชั่วโมงเท่ากัน ผมมีเวลามากกว่าคนอื่นสูงสุดถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง สำหรับเอาไปใช้สร้างธุรกิจส่วนตัวนอกเวลางานได้สบาย ๆ

การหางาน ทำงาน ส่งงาน และรับเงิน ใช้ทรัพยากรและอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว 100% โดยไม่มีการลงทุนเพิ่ม ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มี Fixed cost เพิ่มไปจากชีวิตประจำวัน และมีรายได้เพิ่มหลักหมื่นบาทต่อเดือนต่างหากจากเงินเดือนประจำ

กลับมาที่โจทย์ มีเงิน 500 บาท ลงทุนอะไรดี? ถ้าตอบแบบไม่อ้อมค้อมด้วยภาษาคนทำธุรกิจ คือ เก็บไว้เถอะครับ!

ถ้าใช้ ‘เงิน’ เป็นตัวตั้งของการ ‘ลงทุน’ ผมบอกได้เลยว่า 500, 5,000 หรือแม้แต่ 50,000 บาทก็ไม่พอ — ยกตัวอย่าง เงินทุน 5 หมื่นบาท ถ้าเล่นสินค้าฮ็อต ๆ อย่างกลุ่ม Beauty and Cosmetics บางคนใช้ยิงโฆษณาเฟซบุ๊ควันละ 5 หมื่นก็หมดแล้ว

ดังนั้น หากอยากหาเงินออนไลน์ อยากสร้างอาชีพที่จะต่อยอดไปสู่การเป็นธุรกิจส่วนตัวเต็มรูปแบบในอนาคต แต่ทุนน้อยแค่หลักร้อยหลักพัน ให้ตัดคำว่า ‘มีเงินเท่านี้ ลงทุนอะไรดี’ ไปเป็น ‘คุณสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยไม่ต้องใช้เงินทุน’

เพราะทุนมี 3 ระดับในบริบทนี้ ได้แก่

ระดับที่ 1 แรงกาย และ เวลา เป็นทุน

ในกรณีที่ไมมีความรู้เฉพาะทางใด ๆ ติดตัว อย่างน้อยที่สุดคุณต้องมี แรงกาย และ เวลา สิ่งนี้นำไปขายได้ในรูปแบบของการรับจ้างใช้แรงต่าง ๆ เช่น เฝ้าร้าน ยกของ เซิร์ฟอาหาร ส่งของ เป็นต้น — แน่นอนว่า รายได้สำหรับงานแรงงานไม่ได้มาก ดังนั้นคุณต้องขยัน พัฒนาตัวเอง เพื่อขยับไปยังระดับที่ 2

ระดับที่ 2 แรงกาย ความรู้ และ เวลา เป็นทุน

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในระดับนี้ คือ ความรู้ — ความรู้เกิดจากประสบการณ์ทำงาน และการศึกษาเพิ่ม เช่น อ่านหนังสือ ดูวีดีโอ เข้าสัมมนาฝึกวิชาชีพเฉพาะทางต่าง ๆ ความรู้จะช่วยให้คุณรับงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีค่าแรงสูงขึ้น มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น เพื่อไปยังระดับที่ 3

ระดับที่ 3 ความรู้ และ ทรัพย์ เป็นทุน

โดย ทรัพย์ ในที่นี้แปลได้หลายอย่าง อาทิ

– ทรัพย์ ที่เป็นตัวเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณจะมีโดยปริยายเมื่อผ่าน 2 ระดับแรกมาแล้ว
– ทรัพย์ ที่เป็นตัวบุคคล ได้แก่ บุคคลากร และเครือข่ายพันธมิตรที่จะมาร่วมงานกับคุณ
– ทรัพย์ ที่เป็นเทคโนโลยี อาทิ ซอฟต์แวร์การทำงานต่าง ๆ

กรณีของผมจะมีทรัพย์ที่เป็น ความรู้ และ เทคโนโลยี ได้แก่ โรงเรียนออนไลน์ Expertsity.com ที่ผมใช้ซอฟต์แวร์ของ Teachable ในการสร้างระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานแทนผมได้ทั้งหมด ส่วนการทำคอร์สเรียนผมจ้างเอาต์ซอสในการถ่ายทำและตัดต่อให้

ในขณะที่เงินลงทุนในการทำคอร์สนั้นผมไม่ได้ลงทุนไปก่อน เพราะผมเปิดขายคอร์สออนไลน์แบบ Pre-sales เก็บเงินก่อนแล้วจึงนำเงินไปผลิตคอร์ส

ถามว่าแล้วผมเปิดขาย Pre-sales ใช้ค่าการตลาดเยอะหรือไม่ ต้องยิงโฆษณาเท่าไร คำตอบ คือ แทบไม่ใช้เงินในการทำการตลาดช่วง Pre-sales เพราะผมทำการตลาดแบบ List building เก็บฐานรายชื่อผู้สนใจผ่านการเขียนบทความที่มีประโยชน์ แล้วแจกของผ่านทางหน้าเว็บไซต์

โดยการทำ List building ก็ใช้ซอฟต์แวร์การตลาดอัตโนมัติทั้งหมด ผมไม่ต้องมานั่งเฝ้าคอมพิวเตอร์กดปุ่มแจกของเองทีละคน ๆ แต่อย่างใด

ดังนั้นในการทำธุรกิจของผม ใช้ทรัพยากรบุคคลน้อย เพราะผมเลือกที่โฟกัสไปที่การใช้ทรัพยากรทางเทคโนโลยีในการทำธุรกิจประมาณ 70%

โดยผมมีซอฟต์แวร์หลัก ๆ 7 ตัว แต่ละตัวทำงานคนอย่าง และมีค่าใช้จ่ายหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อเดือน เฉลี่ยจ่ายเดือนละไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งสมัยนี้ 15,000 บาท ก็ประมาณเงินเดือนพนักงานปริญญาตรีจบใหม่ 1 คน ถ้าจ้าง 7 คนเท่ากับ 105,000 บาท แต่อันนี้ 15,000 บาท ได้ซอฟต์แวร์ 7 ตัว ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่เป็นบริษัทระดับ Global ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานแบบมืออาชีพตั้งแต่วันแรกที่คุณเปิดใช้งานพวกเขา

หรือในกรณีที่คุณจะขายของออนไลน์ ก็จะมีแพลทฟอร์มอย่าง Lazada, Shopee, Amazon ในการเริ่มต้นขายออนไลน์โดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์เอง หรือระบบ Dropship ในการขายออนไลน์แบบไม่ต้องสต็อกสินค้า ซึ่งพวกนี้ผมจะเล่าในโอกาสถัด ๆ ไป

ถึงตรงนี้ผมจะขอสรุปว่า สมัยนี้โอกาสอยู่ในอินเตอร์เน็ต และเครื่องมือในการช่วยทำธุรกิจเจ๋ง ๆ ที่ช่วยให้คุณเริ่มต้นฟรี หรือถูกมาก ๆ ถูกแบบหลักร้อยหลักพันบาทมีอยู่ท่วมท้นโลกออนไลน์

คุณแค่เปลี่ยนวิธีตั้งคำถามจาก ‘มีทุนเท่านี้ทำอะไรดี’ ไปเป็น ‘คุณสามารถทำอะไรได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุน’

ถ้าชอบคลิปนี้ กด Like, Comment, Share และ Subscribe ช่อง CEO Channels เพื่อพบกับวิธีคิดสร้างธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่ ต้นทุนต่ำ มีความเป็นออโตเมชั่นสูง ในคลิปถัด ๆ ไปครับ

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email